ขอเรียนเชิญ พี่น้อง ญาติโลก ญาติธรรม ร่วมเป็นเกียรติและไว้อาลัยแด่ คุณแม่สุวิช หงส์ลดารมภ์ (มารดาคุณไกวัล หงส์ลดารมภ์ และ คุณไฉไล หงส์ลดารมภ์) ณ วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน 


รดน้ำศพ วันที่ 13 ธค 54 เวลา 16:30 ที่ศาลา 1 
สวดพรอภิธรรม วันที่ 14-15 ธค 54 เวลา 18:30 (หกโมงครึ่งตอนเย็น) ที่ศาลา 1
สวดพรอภิธรรม วันที่ 16-19 ธค 54 เวลา 18:30 (หกโมงครึ่งตอนเย็น) ที่ศาลา 10
พระราชทานเพลิงศพ วันที่ 20 ธค 54 เวลา 17:00 (ห้าโมงเย็น) ที่เมรุ 1

ขออนุญาติเสี่ยงตายเอาคอขึ้นเขียงหากมีใครมองว่าโพสต์นี้เป็นการดิสเครดิตเบื้องสูง..ต้องขอออกตัวว่า แม้แต่คิดยังไม่กล้า..

จากที่ผมทราบ ดูเหมือนว่าการกระจายข่าว/ข้อความนี้สร้างความกังวลแก่หน่วยงานที่มีความใกล้ชิดเกี่ยวข้องรองพระบาทฯ มีความกังวลอยู่ลึกๆเนื่องจากอาจมีการตีความผิดอีกทั้งพระกระแสรับสั่งเปะๆแบบนี้ไม่เคยตรัส.. ข้อความที่ว่านี้คือ
ทรั
ในหลวงทรงรับสั่ง "ถ้าน้ำเข้าพระนคร ให้น้ำผ่านวังสวนจิตรไปเลย อย่ากั้นให้ผ่านไปเลย" 

ผลตอบรับท่วมท้นมากครับ...ดูจากการทวีตซ้ำ และการรีทวีต . รวมทั้งมีการโพสต์ข้ามไปเฟสบุ๊คด้วยก็ได้ผลตอบรับท่วมท้นเช่นกัน ผมขออนุญาติชี้แจงเป็นข้อๆ

  1. ต้นตอของทวีตนี้ตรวจสอบไม่ได้ มีการทวีต รีทวีต ครอสทวีตกันเยอะมาก ระบบ search ของ twitter ก็ไม่เอื่อต่อการสืบค้นซักเท่าไหร่ผมจึงยังไม่สามารถชี้ชัดว่าคนโพสต์คนแรกเป็นใคร และได้ข้อความพระกระแสฯมาจากแหล่งไหน ... หากข้อเขียนนี้ถูกส่งผ่านไปถึงทวีตชนคนแรกที่ทวีตข้อทวีตนี้ รบกวนติดต่อกันนิดนึง หลังไมค์ก็ได้ครับ
  2. เท่าที่ทราบพระกระแส exact word แบบนี้ไม่มีคนใกล้ชิดยืนยันว่าตรัสจริง แต่แนวพระราชดำริ คำแนะนำต่างๆล้วนชี้นำไปในทิศทางเดียวกัน คือ ไม่ให้ขวางน้ำ แต่ให้ทำทางให้เขา(น้ำ)เคลื่อนผ่านได้  และหากดูจากความเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยที่ฝ่าพระบาททำให้เราตลอดมา ผมจะไม่แปลกใจถ้ามีความจำเป็นและเหมาะสม หากเจ้าหน้าขอใช้สวนจิตรเป็นทางผ่านน้ำ ฝ่าพระบาทจะไม่ปฏิเสธแน่นอน แถมจะนำนวยความสะดวกด้วยซ้ำไป ผมเชื่ออีกว่าพระองค์จะดำรงค์พระองค์แบบอย่างที่ดีให้เราได้เห็น เมื่อประชาชนของพระองค์เป็นทุกข์ ท่านก็ทุกข์ด้วยหรือทุกข์ยิ่งกว่า ก็ เหมือนๆทุกครั้งที่ผ่านมา เราควรรักและช่วยเหลือกันให้มากๆ พี่น้องไทยไม่ทิ้งกันยามยากหรอกครับ ทรัพย์สินเงินทองเป็นขอนอกกาย แต่ใจที่ให้กันนี่ซิครับ อย่าให้อะไรมาลดค่ามันได้
  3. ประเด็นสุดท้าย ที่เป็นประเด็นหลักให้ผมต้องเขียนบทความนี้คือ การตีความพระกระแส.. ที่อาจจะเหมือนบอกเป็นนัยๆว่าน้ำจะมาแน่แล้ว แต่ที่จริงคือ ข้อความนี้ไม่ได้สื่อออกไปในเชิงนั้นเลย.. ถ้าอ่านโดยละเอียดก็จะได้รับสาระที่สำคัญคือ 1) อย่าประมาท...2) เมื่อเหตุภัยเกิดต้องตั้งรับด้วยสติและปัญญา 3) การยอมรับและเสียสละเมื่อเวลามาถึงเป็นเรื่องที่ควรทำ .... นอกนั้นก็ไม่เห็นสารอื่นๆ.. 
ขอให้ทุกท่านที่ได้มีโอกาสอ่านข้อเขียนนี้จงอยู่กับปัจจุบันและรับมือกับสถานะการณ์ด้วยสติ และความรักที่ควรมีให้ต่อกัน

ด้วยความเคารพ
ไกวัล

วันนี้ได้รับลิงค์นี้ (http://www.oknation.net/blog/guview/2011/10/16/entry-1) ที่แชร์ผ่านมาทาง facebook มีข้อความน่าสนใจก็เลยขออนุญาติมาแบ่งต่อบนหน้าบล็อกนี้ซักหน่อย

ประโยคที่ผมยกมาเป็นหัวเรื่อง เป็นวาทะเด็ดของคุณยายชาวอ่างทองท่านหนึ่งที่ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์การพังคันกั้นน้ำ แกให้ความเห็นซื่อๆว่า "ให้น้ำท่วมกรุงเทพไม่ได้ ในหลวงท่านอยู่ที่นั้น ให้ท่วมไม่ได้"

ความรู้สึกของผมนั้นต่างกับนักข่าวผู้สัมภาษณ์ที่ว่าถึงกับต้องกลั้นน้ำตาไว้เลย ผมกลับรู้สึกซึมอึ้งไม่ซึ้งเอาซะเลย แถมออกแนวละอายใจกับตัวเองนิดๆ และลึกๆก็อยากให้บาง(หลายๆ)คนคิดได้ละอายจิตตนให้หนักๆเลย

ประเด็นแรกเลยคือถ้าเรื่องนี้เป็นจริงนะ  ผมว่าผมก็จงรักต่อในหลวงนะครับ แต่ผมคงคิดไม่ได้เท่ายายแกหรอก เราชาวเมือง(หลวง)ซักกี่คนที่จะคิดได้แบบนี้ ใช่ดีแต่พูดหรือลงมือทำแค่เรื่องง่ายๆที่ไม่ได้ลำบากอะไรซักนักหนา

ประเด็นถัดมา เรื่องความช่วยเหลือที่พวกคนเมืองส่งไปให้ ถ้าไม่นับกันที่ราคาสิ่งของและเม็ดเงินที่ทุ่มลงไป.. แต่เที่ยบกันที่คุณค่าทางใจ ผมว่ามันเทียบกันไม่ได้เลย... เอาแค่ว่าถ้า 1% ของผู้ประสบภัยคิดเหมือนยายหรือคล้ายๆยาย(คือยินดีเสียสละให้คนหรือกลุ่มคนหรือสถาบันโดยไม่หวังอะไรตอบแทน) สิ่งที่เขาทำให้ ความช่วยเหลือที่เราส่งไป หรือลุยไปช่วยเอง ทั้งหมดนั้นรวมกันมันยังห่างใกล้ใจที่ยายแกให้มานัก อยากเห็นจริงๆครับ อยากเห็นพวกเราทำให้ญาติพี่น้องเราด้วยใจและใช้ปัญญาตามไปหนุนให้เต็ม


ประเด็นสุดท้าย..ผมสงสัยจริงๆว่าใครเอาเรื่องนี้ไปป้อนใส่สมองคุณยายแกหรือเปล่า ดูจากข้อความที่ออกทางสื่อต่างๆก็ล้วนเป็นความพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับการปกป้องกรุงเทพไว้ เหตุคือกรุงเทพเป็นศูนย์กลางการบริหารประเทศ (ผู้ใหญ่ผู้โตอยู่นี่สบายๆ) ศูนย์กลางเศรษกิจ (ผู้ใหญ่ผู้โตลงเงินลงทุนไปเยอะยังรีดกกำไรไม่หมด) ศูนย์กลางระบบสื่อสาร ... และอื่นๆอีกมากมาย ทั้งหมดนั้นเป็นความจริง แต่เป็นความจริงที่เลือกได้ คือเลือกที่จะไม่เป็นศูนย์กลางของสารพัดเรื่อง เรื่องที่จะกระจายศูนย์ กระจายการลงทุน ลดความเสี่ยงโดยวิธีต่างๆ แต่วันนี้เราพูดง่ายๆว่า ตรงนี้สำคัญนะต้องช่วยกันปกป้อง.. เสียสละเพื่อชาติเถอะ หรืออาจถึงขั้นเอาความใสสื่อ ความภักดีต่อในหลวงมาอ้างให้เสียสละ ถ้าเป็นแบบนี้หละก็ พวกเราก็ยิ่งควรสำนึกให้มาก สำนึกให้ถูกให้ตรง ว่าเราอยู่รอดเพราะใคร...



ผมก็ไม่รู้ว่ายายแกมีคัวตนจริงหรือเปล่า แต่มันรู้สึกได้ว่านี่เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วดีแล้ว.. ต่อให้แกเป็นตัวละครในนิยาย ผมก็ตั้งใจจะยกใจของผมให้ใกล้หรือเท่าตัวละครตัวนี้หละครับ คุณหละ....






[ที่มา..เขาว่าเป็น Fwd Mail...]

ในหลวงฯในสายตาของชาวต่าง

ชาติไหน จะเขมร พม่า น้ำท่วม พายุ คลิป เสธหนั่น การประท้วง.. ที่สำคัญการโพสต์ข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามหน้าwall และในหลายเว็ปไซด์....พาทั้งผมและคนไทยเครียดกันเป็นแถบๆ ถ้าไม่ให้ตกเทรนคงต้องคุยกันแต่เรื่องพวกนี้ แต่วันนี้มีเรื่องเล่าให้หายเครียดกับบรรยากาศบ้านเมือง แต่คนทำให้หายเครียดกลับไม่ใช่คนไทย กลายเป็นคนต่างชาติไปซะนี่...แปลก ซึ้ง แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง...ถ้ามีฝีมือในการถ่ายทอดพอคงได้ เห็นน้ำตาซึมออกมา เพราะความปีติอีกครั้ง...ตามมาครับ

เมื่อวันก่อน พอดีมีโอกาสต้อนรับนักธุรกิจชาวอังกฤษหนึ่งท่าน ที่มาตามงานที่เขาสั่งผลิตเอาไว้..ตามภาษาคนทำธุรกิจเลยต้องรับขับสู้ให้ดี ที่สุดเพื่อโชว์ความเป็นคนไทยที่มีน้ำใจ....เรื่องมันเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหาร มื้อค่ำครับ....เราก็ทานกันไปตามปรกติมาอีตอนท้ายๆการสนทนาครับ...จำได้ว่า เราคุยกันเรื่องการลงทุนนี่แหละครับ...อยู่ดีๆฝรั่งตาน้ำข้าวก็พูดขึ้นมา ว่า..."คุณรู้ไหมทำไมคนต่างชาติหลายๆประเทศทำไมตัดสินใจมาลงทุนที่เมืองไทย "..เราก็ตอบไปตามสไตล์คนอยากรู้ว่า ...ไม่รู้ เข้าทางฝรั่งเลยครับ เขาพูดขึ้นมาว่า "ส่วนมากแล้วจะประเมินกันว่าแรงงานประเภทงานฝีมือคนไทยมีศักยภาพสูงสุดในแถบ เอเซีย สูงกว่าญี่ปุ่นเสียอีก ตอนนี้จะพอมีใช้ได้ก็เวียดนาม แต่ไม่กระตือรือล้นเท่าที่ควรจึงยังห่าง"....แต่นั้นไม่ใช่เหตุผลหลักนะครับ เพราะสิ่งที่นักธุรกิจคนนี้พูดต่ออกมาคือ....."แต่ปัจจัยหลักที่พวกเขา ตัดสินใจมาลงทุนที่เมืองไทยเป็นเพราะ "ในหลวงฯ.."..เริ่มอึ้งไปชั่วขณะเพราะงง..จึงถามกลับไปว่าทำไมจึงเป็นเพราะ ในหลวงฯ...มาฟังคำตอบชัดๆเลยครับ..

"ก็เพราะประเทศคุณมี king of king...(แปลไม่ถูกเพราะหัวใจมันพองโตขึ้นมาในทันใด)...พวกเราเป็นที่รู้กัน มาตลอดว่าประเทศไทย ไม่ว่าจะมีเรื่องเลวร้ายแค่ไหน มันจะผ่านไปได้ทุกครั้ง แม้นกระทั้งความรุนแรงหรือความแตกแยกทางความคิดใดๆ หากเกิดขึ้น...เพียงในหลวงฯของคุณบอกให้ จบทุกอย่างจะจบ ด้วยความสงบสันติ"...แล้วผมก็ถามกลับไปว่าตอนนี้เรายังมีปัญหาอยู่เลย..เขา ตอบกลับทันทีว่า "เรื่องการจราจลเผาเมืองที่ผ่านมาเขาตามข่าวมาตลอดด้วยความเป็นห่วง แต่ที่แปลกใจก็คือครั้งนี้ในหลวงไม่ออกมา แต่นั้นทำให้เขารู้ว่า..ความรุนแรงที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องความ"แตกแยก"แต่เป็นเรื่อง"การเมือง" ในหลวงฯจึงไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว"......

...จบตอนนี้ผมอึ้ง ทึ่ง สมองสั่งการให้เห็นแสงสว่างขึ้นมาทันทีว่า..จริงด้วยเราหลงทางหรือเปล่าที่ คิดว่าเราแตกความสามัคคี จริงๆแล้วเป็นเรื่องการเมือง ของคนเลวๆกลุ่มหนึ่งเท่านั้น....คิดได้เท่านั้นทุกอย่างก็หยุดลง เพราะคำว่า"ในหลวง"ที่มีคุณูปการมากมายที่มีต่อคนไทยจน คนไทยอย่างเราเองคาดไม่ถึง นึกไม่ถึงว่าคนต่างชาติมาลงทุนบ้านเราเพราะพระบารมีของพระองค์...ผมกับคุณ พ่อเริ่มออกอาการซึมเพราะมันรู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูกเวลานั้น..... ทุกอย่างแห่งความซาบซึ้งน่าจะจบลงตรงนั้นแต่แล้ว..น้ำตามันซึมออกมาเองอีก ครั้ง...เมื่อตอนคนมาเก็บเงินค่าอาหาร...

ในตอนที่เอาเงินส่งให้พนักงาน...ฝรั่งคนเดิมพูดขึ้นมาอีกว่า....

"คน ไทยนี่โชคดีจริงๆนะ จะอยู่ที่ไหน จะทำอะไร มีในหลวงฯคอยติดตามเฝ้าดูอยู่อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา"....ผมกับพ่อหันไปมอง คราวนี้พ่อผมถามเองเลยว่า..คุณรู้ได้อย่างไร เขาตอบกลับทันทีเลยว่า...."ก็ผมเห็นธนบัตรไทยมีรูปในหลวงฯของพวกคุณอยู่ ทุกๆใบแม้นกระทั่งในเหรียญที่มีค่าน้อยที่สุดถึงมีค่ามากที่สุดในธนบัตร เห็นเป็นอย่างนี้มาหลายสิบปีแล้ว ดังนั้นเวลาคนไทยไปไหน ในหลวงฯจะอยู่กับคนไทยตลอดเวลา ไม่เคยห่างกัน ผมยังสงสัยเลยว่า ทำไมรัฐบาลคุณไม่พิมพ์คำว่า.."เรารักในหลวง" ลงไปในธนบัตร.."..ทั้งผมทั้งพ่อน้ำตากลั้นไม่ไหวจริงๆครับ มันซึมออกมาแบบไม่อายเลย น้ำลายมันก็กลืนไม่เข้าเวลานั้น....."เท่ห์" มากครับที่เกิดเป็นคนไทย หัวใจมันพองโต จนรู้สึกว่าตายกี่ชาติต่อกี่ชาติ ขอให้ได้เกิดเป็นคนไทยทีเถิด....

ส่งแขกเสร็จกลับบ้านกับพ่อสอง คน..ตลอดทางไม่พูดกันซักคำ ต่างคนต่างเงียบ ผมก็ได้แต่นั่งคิดถึงคำพูดไอ้ฝรั่งคนนี้มาตลอดทาง มันเป็นความสุขที่ได้รับแบบคาดไม่ถึงจริงๆครับ....พอถึงบ้านจอดรถให้พ่อลงที่หน้าบ้านเห็นแม่มายืนรออยู่...พอพ่อลงรถคำแรก ที่พ่อพุดกับแม่คือ..ถามลูกมันดูซิว่า แกรรี่เค้าพูดถึงในหลวงว่ายังงัย.....จบครับ เป็นอันว่าตลอดทางที่กลับบ้านพ่อผมคิดถึงแต่เรื่องในหลวงฯแน่นอน.....

เรื่อง ทั้งหมดที่เล่าคงอธิบายความรู้สึกที่อยากจะถ่ายทอดทั้งหมดไม่ได้ แต่อยากแบ่งปันครับ....แบ่งปันให้พวกเราเก็บเรื่องดีๆนี่ไว้ในความทรงจำ เพื่อแบ่งปันกันต่อจากรุ่นสู่รุ่น...ไม่น่าเชื่อนะครับว่า คนอื่นมองเห็นเราชัดเจนกว่าตัวเราที่เป็นคนไทยซะอีก...คำว่า เป็นเรื่อง"การเมือง" ไม่ใช่เรื่องความ"แตกแยก"....อาจเป็นคำตอบให้คนไทยกลับมาคิดทบทวนกันอีก ครั้งว่า..เราแตกแยกกันจริงหรือ..เพราะเรามีพระมหากษัตริย์ที่ประเสริฐที่ สุด จนคนทั้งโลกยังอิจฉาแต่เราบางคนกลับมองไม่เห็น......

เพิ่งรู้ และสัมผัสกับคำว่า หัวใจพองโต...มันคับฟ้าคับแผ่นดิน..จริงๆนะครับ..ที่สำคัญคือ..การที่รู้สึก แบบนี้ได้เป็นเพราะ..ผมเป็นคนไทย ที่มีพระมหากษัตริย์ที่ประเสริฐที่สุดเป็น "พ่อของแผ่นดิน"..พระองค์ฯต้องอยู่เป็นมิ่งขวัญให้คนไทยทั้งแผ่นดินตลอดไป ....จริงไหมครับ..????

เพื่อนๆรักในหลวงเหมือนผมไหม

รักเพื่อนๆทุกคน

จตุวัฒน์(สฤษดิ์) เสตะจันทน์

ทีนี้ กลับมาที่เรื่อง "คนขายฝัน" ..ต่อยอดจากบทความก่อนนี้ [อย่าเพิ่งฆ่า] คนขายฝัน


. ผมยังยืนยันว่า ความฝันเป็นเรื่องดี ... เอาเข้าใกล้ประเด็นอีกนิดก็ได้ .. ผมว่านโยบายหรูๆก็ดีนะครับ ตรรกผมง่ายๆ ถ้าคุณเป็นโค้ช คุณว่าคุณจะตั้งเป้าแบบไหน มันเป็นธรรมชาตินะครับที่ตั้งเป้า 10 อาจทำได้ 9 (หรือ 11) แต่ถ้าคุณตั้งเป้า 5 คุณไม่มีทางได้ 9 หรอก.. จริงมั้ย

สมมุติว่าเป้าคือ 10 ทำได้ 9  [เดิมได้ 0 อะนะ]..คนทำก็เหนื่อย คนลุ้นเหนือยมั้ยนี่ไม่รู้ แต่มีสองพวก พวกนึงเล็งเห็นประโยชน์ เห็นสิ่งที่ได้มา เห็นความต่างระหว่าง 0 กับ 9 พวกนี้ก็เฮ  ส่วนอีกพวกนึงเห็นแต่สิ่งที่ขาดคือความต่างระหว่าง 9 กับ 10 พวกนี้โห่... [เหมือนเดิมครับ ผมไม่ได้บอกว่าคนเฮถูก คนโห่ผิด คิดกันเอง เพราะคิดงัยก็ผิด ไม่คิดถึงจะไม่ผิดครับ]

ทีนี้เอาให้เข้าใกล้ประเด็นเห็นเป็นตัวๆกันไปเร้ย....... เอาเรื่องแจก NoteBook เด็กนักเรียนเป็นงัยครับ..

ผมว่าคนที่ไม่อยู่ในวงการคงไม่ทราบหรือลืมไปแล้วว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ NECTEC เคยศึกษาเรื่องนี้เหมือนกัน เป็นนโยบายมาตั้งแต่สมัยท่านนายกๆ... ขอไม่เอ่ยชื่อครับ ถ้าสนใจศึกษารายละเอียด ลองไปดูที่นี่ก่อนครับ http://wiki.nectec.or.th/nectecpedia2/index.php/OLPC-TH น่าเสียดายที่อับเดดล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาปี 2550 พูดง่ายๆคือโครงการนี้ตายไปแล้ว พร้อมกับ...

ต้องขอยกนิ้วให้  Nicholas Negroponte ผู้ก่อตั้งโครงการ OLPC (OLPC's mission is to empower the world's poorest children through education) ที่เริ่มกันที่ MIT Media Laboratoty มันเป็นความฝันที่ใครๆก็หัวเราะในตอนเริ่ม เพราะเขาตั้งใจออกแบบคอมพิวเตอร์ที่ราคาต่ำกว่า 100 เหรียญ หรือ ประมาณ 3 พันฝ่าๆตอนนี้โครงการคืบ หน้าไปมากแล้ว กระจายให้ใช้กันแล้วตามประเทศยากจน ดูรายละเอียดได้ตามนี้ครับ http://one.laptop.org/ 

ตอนนี้โครงการก็ยังเดินต่อไป การจะทำตามพันธกิจนั้นได้ ไม่ได้หยุดแค่ออกแบบคอมพ์ราคาถูกนะครับ มันไม่ง่ายขนาดนั้น มีโครงสร้างการจัดหาทุน มีองค์กรอำนวยการเป็นเรื่องเป็นราว เพื่อความยั่งยืน (sustainable) ล่าสุดมีข่าวมาให้ขอโจ๋  Hitech ครับ ปีหน้าจะออก Tablet มาด้วยครับ ทันสมัยจริงๆ เห็นว่าออกแบบมาให้อยู่ในราคา 75$USD ต้องยกนิ้วให้เลย

กลับมาบ้านเราบ้าง..ที่ผมไม่รู้คือ...มันเหมาะกับเรามั้ย Laptop ของ MIT ไม่ได้ออกแบบมาเป็น Laptop ทั่วไปที่ีสามารถเล่นเกมส์ดูหนังฟังเพลงใช้งานออฟฟิสได้ในแบบที่เราคุ้นเคย คือ ไม่ใช้ Windows นะครับ ... [ไม่ใช่ Mac ด้วย] แต่เป็น Linux เวอร์ชั่นพิเศษที่มากับซอฟต์แวร์เฉพาะกิจ.. เน้นการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก แต่ผมก็เชื่อว่าต่อยอดได้

มี TakeAwake ให้คุณตอบตัวเองเล่นๆอีกข้อนึง..ความรู้สึกที่เข้ามาแวปแรกเมื่อคุณได้ยินเรื่องการแจกคอมพ์ว่าเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง มันแตกต่างกับพันธกิจที่คล้ายกันของโครงการ OLPC หรือเปล่า แน่นอนมันแตกต่างกันในรายละเอียดครับผมทราบ แต่แว็ปแรกนั้น... มันบอกตัวตนคุณได้นะว่าคุณเป็นคนติดกรอบอะไรอยู่(บ้าง)

นโยบายนี้จะจบลงอย่างไรก็ต้องติดตามตอนต่อไป อย่าดูถูกความสามารถของมนุษย์ครับ [ไม่นับเรื่องเสริมกิเลสนะ] ประเมินตัดสินโดยเฉพาะที่ตามกระแส มันไม่ทำให้ใครได้ประโยชน์ขึ้นมาซักคน ช่วยกันตรวจสอบตามสมควร ให้กำลังใจกันบ้างตามความเหมาะสม ประเทศเราน่าอยู่เพิ่มขึ้นแน่นอนครับ

ขอทิ้งท้ายอีกนิดนึง... ไอสไตน์กล่วไว้ว่า “You cannot solve a problem from the same consciousness that created it. You must learn to see the world anew.”...ตอนนี้เราอยากเห็นการเมือง สังคมและเศรฐกิจที่ดีขึ้น แต่ผมฟันธงเลยว่าทำไม่ได้ ตราบเท่าที่เรายังใช้วิธีคิดแบบเดิม คือผมก็ไม่ใช่ผู้รู้ที่จะบอกว่าต้องคิดต้องทำแบบไหน แต่บอกได้อย่างเดียว่าอย่างเดิมไม่เวอร์กอะครับ เพราะถ้าทำได้ มันคงสำเร็จไปนานแล้ว


สวัสดี

การค้ากับโฆษณาเว่อร์ๆเป็นขอคู่กัน.. แต่ผมมีข้อสังเกตุว่า หลายครั้งที่การค้าก็มาเป็นแฝดคู่กับความฝันอันยิ่งใหญ่และท้าทาย การเป็นคนช่างฝัน หรือ ฝันเว่ิอร์ไม่ใช่ความผิด ที่จริงแล้วถ้าเราไม่ปิดตาปิดใจเกินไปเราต้องยอมรับว่าเราเป็นหนี้คนช่างฝันหลายๆคน ใครจะคิดว่าคนบินได้ ใครจะเชื่อว่าความห่างไกลไม่ใช่ปัญหาของการสื่อสารอีกต่อไป  แต่..ผมก็ยอมรับเช่นกันว่าความฝันอันอย่างใหญ่บางเรื่องก็ดำมืดจนน่ากลัวขนหัวลุกกันเลยเชียว

งงมั้ยครับว่าผมกำลังพูดเรื่องอะไรหรือสื่ออะไร .. บทความนี้ผมเขียนด้วยความเป็นห่วงเพื่อนพี่น้องหลายๆคนครับ ปุถุชนนะครับ..มีธรรมชาติชอบประเมินตัดสิน(ไปล่วงหน้า) สำหรับผมมันไม่สำคัญหรอกว่าการประเมินนั้นถูกหรือผิด มันก็คล้ายๆเล่นม้า แทงหวยนะครับ ว่ามะ..

ผมไม่ได้มายัดเยียดความคิดว่าอะไรถูกผิด แต่อยากให้คุณลองคิดตามผมนะแล้วบอกตัวเองว่าเรียนรู้อะไรบ้าง

[จินตนาการตามผมนะ] ... คุณเดินเข้าไปในสนาม(แข่ง)ม้า มีคนเป็นพันๆ ส่วนนึงเดินไปซื้อตั๋วแทงเลือกที่จะแทงตัวไหนดี  อีกส่วนนึงลุ้นผลกับม้าที่กำลังวิ่งในลู่ ถ้าม้าที่แทงไว้วิ่งแซงนำก็ตะโกนเชียร์เป็นบ้าเป็นหลัง แต่ถ้าถูกแซงก็จะมีอาการเครียดขึ้นหัว บางทีอำนาจมืดเข้าแทรกครับมีการแช่งม้าและคนขี่ตัวอื่นซะงั้น  อีกส่วนที่เหลือก็แสดงออกกับผลแข่งรอบที่เพิ่งจบไปก่อนหน้านี้ มีทั้งที่ดีใจ มีทั้งร้องให้ แล้วก็มีการวนเริ่มนับหนึ่งใหม่อีก คนชนะก็จะเอาอีก คนแพ้ก็ต้องถอนทุน... ดราม่าที่ผมบรรยายนี้เป็นแค่เสี้ยวนึงของพายุบ้าคลั่งที่เกิดขึ้นจริงในสนามม้า [ผมเดาเอานะครับ ไม่เคยไปหรอก]

ผมเชื่อว่าตอนนี้คุณคงมีความรู้สึกอะไรบางอย่างแต่มันอาจไม่ชัดเจน ผมอยากให้คุณลองแยกความแตกต่างขององค์ประกอบ เช่น ตัวม้าแข่ง คนขี่ม้า คนแทงม้า ลู่แข่ง และ(ระบบ)สนามม้า และภาพรวมๆ .

  1. ในฐานะผู้ดูคุณรู้สึกอย่างไร . รู้สึก บวก ลบ ขำ สมเพช สงสาร สมน้ำหน้า เฉยๆ หรืออื่นๆอีกมากมายกับแต่ละองค์ประกอบนั้นๆ และภาพรวมๆด้วย
  2. ทำไมคุณถึงรู้สึกอย่างนั้น
  3. แต่ถ้าคุณเป็นคนในเหตุการณ์ ในภาวพดราม่าไหลแรง คุณจะรู้ตัวมั้ยว่าทำอะไรอยู่
  4. และคุณรู้สึกอย่างไรกับคนนอกที่มองเข้ามา
  5. สุดท้าย ถ้าเลือกได้ คุณเลือกเป็นคนดูดราม่า หรือเป็นคนเล่นดราม่าซะเอง
 ก่อนอื่นผมขอกระตุกให้คุณรู้ตัวซักนิดก่อนว่า การตอบคำถามทั้ง 5 ข้อ เป็นการคาดเดา คิดเหมาเอาเองทั้งหมด ผมและคุณอาจมีคำตอบไม่เหมือนกัน คุณแต่ละคนก็มีคำตอบไม่เหมือนกัน ซึ่งนั่นเป็นเรื่องธรรมดาที่มักถูกทึกทักเอาอีกเช่นกัน

ตอนนี้คุณอาจถามว่า แล้วทั้งหมดนี่ นำไปสู่ข้อสรุปอะไรหรือไม่...ผมขอให้คุณสรุปเองดีกว่ามั้ยครับว่าคุณได้ความรู้อะไรบ้าง ลองจิณตนาการซ้ำอีกก็ได้ครับว่าแต่ละครั้งคุณมีคำตอบอย่างไร แตกต่างกันหรือไม่

อะ..ผมใบ้ให้ว่าคุณควรเรียนรู้อะไร ความรู้สึกดีๆสบาบๆไหลลื่น คืออวามรู้สึกที่ถูกต้องครับ ก่อนอื่น...คุณรู้สึกชอบเป็นคนดูดราม่า หรืออยากลงไปเล่นกะเขา แบบไหนสบายๆก่ากัน ต่อมาถามตัวเองจริงๆ วันๆนี่คุณดูหรือเล่นเอง สุดท้ายเพราะบางทีเราก็เลือกไม่ได้ เขาบังคับ (หรือเราคิดไปเองว่าต้องทำ) คุณจะเล่นบทต่างๆอย่างไรให้มีความสุข และให้ผลรวมออกมาดีที่สุด

[โปรดติดตามตอนต่อไป..[อย่าเพิ่งฆ่า] คนขายฝัน (ต่อ...ตอนแจกคอมพ์)]

สวัสดีครับ.. หายไปหลายวันก็ไม่ได้ไปไหน ผมไปหาสาระมาเล่าให่้ฟัง หลังจากผมจบข้อเขียน "กลับลำ" ในบล็อกลมหายใจสุดท้าย  ผมก็มุ่งไปที่การวางโครงสร้างและกระบวนการของการ/ความตายที่จะนำมาชักชวนคนไปตาย กับผมเยอะๆ!!!..

สองจิตหลายใจอยู่ว่าจะมาแนวไหนดี จะออกแนวสว่างด้วยปัญญา แบบพุทธธรรมะจ๋าก็จะว่าเชย .. ใช้แนวปรัชญาจิตวิญญาณจากศาสนาอื่นเหรอก็คงไม่ดีมั้ง หรือว่ามามาแนวมืดคือใช้ความกลัวเป็นตัวนำ จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้คำตอบสุดท้ายให้ตัวเองซะที สรุปว่าคงต้องเป็นสว่างบ้างมืดบ้าง หรืออะไรระหว่างกลางนั่นแหละกระมัง


แล้ววันนี้ก็มีวลีเด็ดของปรมาจารย์ Steven R. Covey ปิ๊งแว๊บขึ้นมาครับ  วลีนั้นคือ "Begin with the end in mind" ผมแปลเป็นไทยว่า "ตั้งหัวใจไว้ที่ปลายฟ้า"  เว่อร์ๆชอบๆ...โดยสาระแล้วก็หมายเกี่ยวกับความตายเหมือนกัน เพราะปลายทางของทุกคนก็ต้องตายจริงมั้ย เอาละ ข้อเขียนต่อไปของผมบนบล็อกลมหายใจสุดท้ายก็จะเป็นเรื่องนี้หละ โปรดรอติดตามตอนต่อไป

เงียบไปนานจากการเขียนบล็อก...เหตุก็มาจากความขี้เกียจปนความสับสันว่าจะทำงัยดีกับชีวิต(ตู)ดีนี่...

ความสับสนของผมก็คือไม่รู้จะทำตัวอย่างไีรในยุค Web2.0 และ ในยุคเครือข่ายสังคม (Social Network) facebook ก็เล่น Twitter ก็บ่น แล้วก็มีเรื่องราวมากมายผ่านมาผ่านไปที่อยากมาแบ่งปันผ่านสารพัดบล็อกที่ตั้งไว้ แต่มันเยอะเกินจนเดินไม่ถูก เกิดง่อยรับทาน ที่เรียกว่า Action Paralysis (ง่อยทำ) อันเนื่องมาจาก Decision Paralysis (ง่อยเลือก)

สิ่งที่ผมทำคือการจัดระเบียบชีวิตใหม่  ผมยังไม่รู้ว่าสุดท้ายมันจะลงตัว หรือว่าต้องทดลองปรับแต่งกันไปเรื่อยๆ (ผมว่าผมรู้คำตอบด้วย) แล้วทำงัยหละ ก็ต้องเริ่มต้นตรงคุณสมบัติของ... Web2.0 และ Social Anything ซึงผมขอดึงจุดเด่นที่สุดในสายตาผมออกมาคือ เราจะเป็นทั้งผู้ผลิต (producer) และเป็นผู้บริโภค (consumer) พูดง่ายๆคือเราจะเป็นทั้งผู้ให้ และผู้รับ และนั้นคือสิ่งที่ผมกำลังทำและกำลังเป็น

ในความพยายามล่าสุดที่จะจัดระเบียบตัวเอง ตัวตนของผมก็จะไปโผล่ในหลายๆที่ อันนี้ไม่ได้ทำให้เท่าห์ดังนั้นกรุณาอย่าลอกเลียนแบบ หรือทำเองที่บ้านโดยไม่มีผู้(ใหญ่)กำกับดูแล

ส่วนของการเป็นผู้รับหรือ consumer นั้นเอาไว้ก่อน จุดอ่อนผมตอนนี้คือการดำรงตนในฐานะผู้ให้หรือ producer ... เว็ปบล็อกสารพัดที่ผมมีและจะใช้ต่อก็จะมีอยู่จำนวนหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นตัวแทนความเป็นผู้ให้ในแต่ละมุมชีวิต ตอนนี้ก็จะมีตามนี้...

1. สัพเพเหระ แหล่งรวมและกระจายไปยังเว็ปอื่นๆ   ->  http://blog.kaiwan.in.th/
2. เป็นเรื่องดุๆนิดนึงคือเรื่องของความตายครับ -> http://blog.lastbreath.in.th/
3. การเป็นพ่อคนนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ อาการล้มลุกคลุกคลานของผมในฐานะพ่อรวมอยู่นี่ -> http://growingwithchildren.blogspot.com/
4.  ในฐานะเพื่อนร่วมชะตากรรมกับผู้คนในโลกนี้ ผมก็อยากเป็นคนใจดีกะเขาบ้างนี่นา -> http://kindparticle.blogspot.com/
5. สัพเพเหระแบบ HiTech เบาๆ  อย่างเรื่อง Social Media เรื่องของเล่น HiTech ก็จะมาที่นี่ -> http://socrev.wordpress.com/6. สัพเพเหระแบบ HiTech ที่เป็นทางการมากขึ้น รวมประสบการณ์ที่ผมได้มา ก็อยากแชร์ซะในขณะที่ยังพอมีประโยชน์อยู่บ้างก่อนมันจะล้าสมัย -> http://stressfreeit.wordpress.com/
7. และอื่นๆอีกมากมายไม่ต้องอธิบายละกันนะ -> http://www.facebook.com/kaiwan.h  แล้วก็  http://twitter.com/KaiwanH

เยอะนะนี่ บังเอิญไม่ชอบเลข 6 กลัวซาตาน แต่ชอบเลข 7 เป็นการส่วนตัว แต่ใดๆในโลกล้วนอนิจจัง ไม่นานมันคงลดลง(หรือเพิ่ม)หละครับ ก็มันเป็นอนัตตาแล้วผมจะไปบังคับมันได้งัย


แล้วเจอกัน Soon

เกี่ยวกับ..ฉัน และบล็อกของฉัน


เอาสั้นๆนะผมเป็นนไทยเกิด ไตรมาสที่ 4 ของปี พ.ศ.2511 ชื่ออะไรเหรอ ก็ดูชื่อบล็อกมันน่าจะบอกอะไรบ้างนะว่ามั้ัย งานการก็อยู่ในสาย IT หรือจะเหมารวมเอาว่าเป็น ICT ก็ไม่น่าเกินจริง ทุกวันนี้ก็ยังเป็นลูกจ้างอยู่ แต่งงานแล้ว 1 มีลูกแล้ว 2 (แค่นี้ก็ต้องพ่น Bricanyl เป็นระยะแล้ว)

บล็อกนี้คงเป็นที่หลักที่ผมจะผูกโยงเรื่องต่างในชีวิตเข้าหากัน แต่การทดลองไม่มีวันสิ้นสุดหรอก ความเปลี่ยนแปลงจึงเป็นที่หวังได้เป็นธรรมดา

ขอให้มีความสุขกับเหตุที่ได้ทำกันไว้ดีแล้วครับท่าน


Blog Archive