Alice in Wonderland ฉบับ สติ..จงมาเถิด
Alice: เธอกรุณาบอกหน่อยได้ไหมว่า..ฉันควรไปทางไหนดี
The Cat: นั่นมันสำคัญตรงที่เธออยากไปไหนมากที่สุด
Alice: ฉันไม่สนใจเรื่องนั้นหรอก
The Cat: งั้นมันก็ไม่สำคัญนักหรอก..ว่าเธอจะไปทางไหน ขอให้รู้ทันกาย..ตามทันใจ..ไว้ก็พอ
Alice: แล้วฉันต้องไปอีกไกลไหม
The Cat: มันก็ไม่สำคัญอีกเหมือนกัน ขอเธอเดินไปให้นานพอ ด้วยหัวใจที่เบิกบานทุกปัจจุบันขณะเท่านั้นเอง
Blissfully in Present,
-- Posted from my iPhone
Posted by
Kind Particle
comments (0)
Posted by
Kind Particle
comments (1)
[เขียนไว้ครั้งแรกที่ Hi5 วันที่ 6 พ.ย. 2551... เก็บมาขัดนิดหน่อย แล้ว Re-Post เป็นที่ระลึกเตือนใจตนเอง]
อีก อาทิตย์กว่าๆก็จะถึงวันคล้ายวันเกิดอีกครั้งหนึ่งแล้ว จะว่าสำคัญมันก็(อยากให้)สำคัญอยู่ แต่ว่ามันสำคัญจริงๆเหรอ คุณค่ามันอยู่ตรงไหนกัน
หรือว่า มันเป็นความบังเอิญ ที่นายเวลามีเท้าเดินได้ เดินมาจนวันวันหนึ่งที่ บังเอิญปฏิทินเขียนเลขวัน กับเลขเดือนพอดีกับวันที่เราโผล่หัวออกมาจากท้องแม่พอดิบพอดี ถ้ามันเป็นแค่ความบังเอิญแค่นี้ ชีวิตคงเศร้า และสุดแสนจะไร้ค่าเอา มากๆ ไม่คุ้มกับการเลี้ยงฉลองใดๆ
งั้นวันคล้ายวันเกิด น่าจะเป็นวันที่ ย้อนเวลาไปตอนวันเกิด ดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น
- คุณแม่ "เบ่ง" เราออกมา หรือไม่ก็ต้องยอมให้หมอเอามีดคมๆกรีดหน้าท้องนำเพื่อช่วยเราออกมา ไม่เคยมีประสบการณ์ตรง แต่จากที่ดูหนัง และดูแลภรรยาหลังคลอด มันเจ็บนะนั่น เคยได้ยินด้วยว่าเจ็บด้วยเสี่ยงด้วย คุณแม่บางคนทนไม่ไหวตายไปเลยก็มี
- ใครซักคนที่ยอมผ่านกระบวนการนี้ต้องมีคุณธรรมพิเศษ สมควรต่อการสัการะบูชาอย่างยิ่ง และ ยังมีความรัก พร้อมกำลังใจอย่างล้นเหลือ ที่จะรับภาระเลี้ยงดูเจ้าเด็กแดงนี้จนเติบใหญ่
- เราออกมาสัมผัสโลกภายนอกเป็นครั้งแรก เดิมเคยอยู่อุ่นสบายๆใน ท้องแม่ ดันมีมือดีไปเอาเราออกมา มันต้องโวยกันหน่อย จำไม่ได้นะครับแต่มันคงทั้งเจ็บทั้งกลัวเลย ถ้าเด็กแดงไม่มีกำลังต่อสู้ป้องกันตัว ยังเก่งกล้าสามารถ ผ่านร้อนผ่านหนาวสารพัด
- รอดมาเป็นเราได้ทุกวันนี้ คงต้องยอมรับว่าเรานี้เก่งไม่เบา ต้องขอบคุณ และชื่นชมตัวเองให้มากๆ แต่ในยามอุปสรรคนอกจากตัวเราเองแล้ว ยังมีใครที่อยู่เคียงข้างเรา พาเราข้ามอุปสรรค ระลึกคุณท่านและตอบแทนท่านเมื่อทำได้
- เราแยกตัวเป็นเอกเทศเป็นครั้งแรก ไม่มีสายสะดือแล้วนะ เราหายใจเฮือกแรกด้วย จะอึจะฉี่ก็เลอะหละทีนี้ แต่นั่นก็เป็นประสบการณ์แรกที่บอกเป็นนัยๆว่าจากนี้ เราเป็นผู้กำหนดชีวิตตัวเอง
- เมื่อได้เลือก แล้วมีสิทธิเลือก ก็ควรจะเลือก(เอง)ที่จะทำ เลือกที่จะเป็น ให้ฉลาด คุ้มกับการได้กายนี้ใจนี้มา
- อย่างต่ำเรามีหน้าที่พื้นฐาน คือดูแลกายนี้ ใจนี้ ให้ตลอดรอดฝั่ง โดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น
- จะให้ดี ก็สร้างทั้งประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ทิ้งไว้เป็นมรดกโลก [เชื่อขนมกินได้เลยว่า..การลงทุนนี้จะไม่เสียเปล่า เพราะพวกเราส่วนใหญ่ต้องกับมารับเงินปันผลอีกหลายๆรอบแน่ๆ]
แล้วคุณหละได้คำตอบของตัวเองหรือยัง....
Posted by
Kind Particle
comments (0)
คำนิยมโดยท่าน ว.วชิรเมธี เกริ่นไว้ว่าความรักในความหมายของท่านติช นัท ฮันห์ หมายถึงความสามารถที่จะมอบความเบิกบานให้แก่คนที่เธอรัก มันไม่ใช้ความรักแบบที่ได้ยินกันในเพลงรัก หรือกวีทั่วไป ท่านพูดถึงความรักที่ทำให้หัวใจเบิกบานแบบในชื่อหนังสือ เพราะความที่ไม่ได้เป็นความรักในความหมายที่เราคุ้นเคย การทำให้เกิดขึ้นจึงต้องการไม่เพียงแค่ความรู้ แต่ต้องมรการลงมือฝึกปฏิบัติ ผลที่ต้องการ [คือความรักเพื่อหัวใจที่เบิกบาน] จึงจะเกิดขึ้น
ผมเคยได้ยินเรื่องราวของพระญี่ปุ่นที่สามารถแต่งงาน มีภรรยา มีบุตรได้ ตอนนั้นยังไม่เข้าใจว่าสถานะพระ กับ ความรักมันจะไปกันได้อย่างไร แต่หลังจากที่อ่านหนังสือเล่มนี้ ผมชักเชื่อจริงๆแล้วว่า เป็นไปได้ ความรักที่ถือเอาทุกวินาทีเป็นเวลาศักสิทธิ์ โดยการอาศัยอยู่ในปัจจุบันเป็นจุดเริ่มนั่นเอง
..ออกตัวเล็กน้อย..ผมไม่ได้บอกว่าพระญี่ปุ่นทุกรูปยึดหลักการเดียวกันนี้ ผมเพียงเปิดใจรับความเป็นไปได้เท่านี้นนะครับ..
ทีนี้มาเขาเรื่องเนื้อหาซักเล็กน้อย.. เริ่มด้วยการอธิบายคุณลักษณะของความรักแบบพิเศษนี้ว่ามีแง่มุมของ ความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา [เหมือนพรหมวิหาร 4] โดยเน้นว่าไม่ใช่แค่ความปรารถณาที่จะเห็นคนที่เรารักมีความสุข พ้นจากทุกข์เท่านั้น [อย่างตอนเราแผ่เมตตา] แต่เน้นไปที่ความสามารถในการทำให้มันเกิดขึ้นด้วย
ความหมายของข้อธรรมแต่ละข้ออาจไม่ตรงกับที่เราเรียนมาซะทีเดียว แต่ก็ถือว่ามีเค้าใกล้เคียงกันมากจึงขอละไว้
ในรายละเอียดวิธีปฏิบัติ ท่านให้เริ่มที่สติรู้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งณ.เวลานั้นกายและใจเป็นหนึ่งเดียวกันโดยสมบูรณ์ สิ่งที่พูดออกมาในขณะนั้น(ถึงพร้อมด้วยด้วยสติและสมาธิ) เรียกว่ามนตร์ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงกายใจหรือเรื่องอื่นได้อย่างอัศจรรย์
เมื่อเราสามารถใช้มนตร์(โดยถึงพร้อมด้วยด้วยสติและสมาธิ) มนตร์ 4 ข้อต่อไปนี้จะสร้างสรรค์ความรักในแบบพุทธ แบบที่เป็นไปเพื่อหัวใจที่เบิกบานโดยแท้จริง
- ที่รัก...ฉันอยู่ที่นี่เพื่อเธอ
- ทุกคนคงเคยมีประสบการณ์ว่าเรานั่งอยู่กับใครซักคน แต่เขาไม่มีส่วนร่วม ไม่เหมือนมีตัวตนอยู่ที่นั่นด้วยซ้ำ ยิ่งถ้าคนๆนั้นเป็นคนที่เรารัก มันจะเจ็บปวดอย่างมาก มนตร์ข้อจะปัดเป่าความเจ็บปวดนั้นให้หายไป
- ที่รัก...ฉันรู้ว่าเธออยู่ที่นี่ มันทำให้ฉันมีความสุขมาก
- เช่นกัน มนตร์นี้จะปัดเป่าความเจ็บปวดจากการที่ไม่ได้รับการใส่ใจ และความเข้าใจ นอกจากนั้นยังเสริมสร้างกำลังใจด้วยการรับรู้ว่าเขาหรือเธอมีคุณค่า แม้แค่เพียงได้อยู่ใกล้ก็นำความสุขมาให้
- ที่รัก...ฉันรู้ว่าเธอกำลังเป็นทุกข์ ฉันจึงอยู่ที่นี่เพื่อเธอ
- มนตร์นี้ใช้เมื่อยามเธอทุกข์ จงอยู่ที่นั่นด้วยปัจจุบันขณะ และมอบความเข้าใจ กำลังใจ และความช่วยเหลือต่าง แต่คุณอาจจะแปลกใจ แค่คุณอยู่ที่นั่นรับรู้ถึงความทุกข์ของเธอจริงๆ เพียงเท่านั้นก็มีกำลังปัดเป่าความทุกข์ออกไปแล้ว
- ที่รัก...ฉันกำลังทุกข์ โปรดช่วยฉันด้วย
- ในยามที่คุณเป็นฝ่ายทุกข์ จงละซึ่งทิฐิทั้งปวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความทุกข์นั้นเกิดจากเธอไม่รู้จักมนตร์ 3 ข้อแรก หรือเกิดจากความไม่รู้(ว่าเข้าใจผิดกัน) มนตร์นี้จะนำคุณและเธอกลับเข้ามาหากันอีกครั้ง อย่าปล่อยให้ช่องว่างเล็กๆ(ที่มักขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ)มาขวางกั้นระหว่างคุณ กับเธอ กับความรักอันเบิกบานเลย
การฟังอย่างลึกซึ้ง และใส่ใจ การมองอย่างลึกซึ้งในธรรมชาติของความทุกข์ และความเบิกบาน ก็เป็นการภาวนาอย่างหนึ่ง ทำได้ทุกที่ทุกเวลา ทำได้ทุกลมหายใจเข้าออก เมื่อทำบ่อยจะเห็นเหตุแห่งทุกข์ และเมื่อนั้นความอิสระจะบังเกิด พร้อมทั้งความสงบเย็นและความเบิกบาน
<มีต่อ>

